ไข้เลือดออกกี่วันหาย

โรคไข้เลือดออกเป็นยังไง ?

โรคไข้เลือดเกิดขึ้นจากการรับเชื้อเชื้อไวรัส “เด็งกี่” (Dengue) โดยมี ยุงลาย เป็นพาหะนำโรค ไข้เลือดออกนับเป็นโรคอันตรายด้วยเหตุว่าถ้าหากรักษาไม่ทันอาจจะส่งผลให้เสียชีวิตได้ 

แต่ว่าถ้าหากรู้สึกตัวแล้วก็รักษาตั้งแต่เนิ่นๆก็สามารถรักษาให้หายได้ภายในระยะเวลาไม่นาน ดังนี้คนไม่ใช่น้อยบางทีอาจ Gclub งงมากระหว่างโรคไข้เลือดออกกับไข้หวัดใหญ่เนื่องจากมีลักษณะอาการพื้นฐานคล้ายกัน ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยจะต้องพินิจอาการเริ่มต้นให้ดี เพื่อแยกประเภทความต่างของไข้หวัดใหญ่กับ ไข้เลือดออก ให้ได้

โรคไข้เลือดออกเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ ซึ่งมีอยู่ 4 สายพันธุ์ อย่างเช่น เด็งกี่-1 เด็งกี่-2 เด็งกี่-3 รวมทั้งเด็งกี่-4 ถ้าหากได้รับเชื้อไวรัสไม่ว่าจะสายพันธุ์ใดก็สามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้ทั้งหมด แม้กระนั้นถ้าร่างกายติดเชื้อโรคจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งไปแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันสายพันธุ์นั้นขึ้นมา แสดงว่าพวกเราจะไม่ติดเชื้อโรคจากสายพันธุ์นั้นอีกไปตลอดชาติ แม้กระนั้นยังได้โอกาสติดเชื้อโรคจากสายพันธุ์อื่นได้

ต้นเหตุของโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดมักระบาดในฤดูฝน เมื่อมียุงลายเพศภรรยาไปกัดผู้ที่มีเชื้อไวรัส เชื้อนั้นจะเข้าสู่กระเพาะของยุงและก็เข้าไปอยู่ในเซลล์รอบๆฝาผนังกระเพาะ เชื้อไวรัสจะเพิ่มมากขึ้นแล้วจะเดินทางไปสู่ต่อมน้ำลายของยุงที่พร้อมจะเข้าสู่ผู้ที่ถูกกัดถัดไป 

เชื้อไวรัสจะมีระยะฟักตัวในยุงราว 8-12 วัน เมื่อยุงตัวนั้นกัดคนอื่นๆก็จะปลดปล่อยเชื้อไวรัสไปยังคนที่ถูกกัดถัดไปเมื่อเชื้อไปสู่ร่างกายกระทั่งผ่านช่วงเวลาฟักตัวนาน 5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน – นานที่สุด 15 วัน) ต่อไปจะมีลักษณะอาการราวกับหวัด เป็น จับไข้ ตัวร้อน ไอ อ้วก วิงเวียน ฯลฯ ก็เลยอาจจะทำให้มีการวิเคราะห์บกพร่องได้ในเรื่องที่โรคยังไม่ถึงระยะแผ่ขยาย ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อเจอผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการคล้ายกับหวัด หมอก็เลยมักสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อค้นหาว่าคนไข้ติดเชื้อโรคอะไร ซึ่งโดยมากชอบตรวจค้นเชื้อไข้เลือดไหลรวมทั้งไข้หวัดใหญ่ 

ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเด็งกี่จะเจอเยอะมากๆในแถบประเทศเขตร้อนแล้วก็เขตอบอุ่น จากข้อมูลของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุขของเมืองไทยพบว่า พุทธศักราช 2557 เจอคนไข้เป็นโรคไข้เลือดออกร่วม 40,000ราย เดี๋ยวนี้เหตุการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย เดือน 18 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2562 มีปริมาณคนเจ็บสะสมสูงถึง 31,843ราย เสียชีวิตแล้ว 48 ราย เมื่อเทียบกับสถิติตอนเดียวกันของปีที่ผ่านมาพบว่า มีปริมาณคนป่วยสะสม 19,804 ราย เสียชีวิต 24 ราย จะมองเห็นได้ว่า มีปริมาณมากขึ้นถึง 1.6 เท่า ไข้เลือดออกก็เลยเป็นโรคที่น่าสยองเยอะๆ

โดยมากแล้วคนธรรมดาที่มีสุขภาพดีจะมีภูมิต้านทานโรค แต่ว่าเด็กหรือผู้ที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เชื้อไข้เลือดไหลจะเข้าทำลายระบบการไหลเวียนของโลหิต ฝาผนังเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมทั้งทำลายอวัยวะภายในร่างกายกระทั่งมีเลือดไหล

อาการโรคไข้เลือดออก

ลักษณะของผู้เจ็บป่วยโรคไข้เลือดออกมีความร้ายแรงแตกต่างกัน แม้กระนั้นอาการที่ชัดเจนเป็น เป็นไข้เหมือนลักษณะของการมีไข้หวัดทั่วๆไปเป็น จับไข้ ตัวร้อน ปวดหัว อ้วก คลื่นไส้ บางรายมีลักษณะอาการความดันเลือดต่ำ อ่อนแรงเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้าม เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเรียกตัว ปวดตามข้อ ปวดตามกระดูก ปวดตา ตาฟาง ท้องเดิน

คนไข้ที่มีลักษณะร้ายแรงจะมีภาวการณ์เลือดไหล พบได้ทั่วไปที่สุดเป็นรอบๆผิวหนัง มีเลือดไหลเป็นจุดเล็กๆกระจัดกระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว รวมทั้งจั๊กกะแร้ และก็เลือดไหลที่อวัยวะภายในร่างกาย เป็นต้นว่า ทางเดินอาหาร บางบุคคลคลื่นไส้และก็อุจจาระเป็นเลือด ผู้เจ็บป่วยอาจมีอาการตับโต เมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ มีเลือดไหลที่ตับม้าม หรือมีลักษณะของไตวาย แล้วก็ได้โอกาสเกิดอาการช็อกร่วมด้วยซึ่งอันตรายอย่างยิ่ง

เมื่อเปรียบเทียบกับหวัด ลักษณะของไข้เลือดออกที่เห็นได้ชัดมีดังนี้

  1. เป็นไข้สูงทันควัน แม้กระนั้นโดยมากไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ
  2. บางทีอาจพบว่ามีจุดเลือดไหลตามผิวหนัง
  3. มีเลือดไหล (กรณีอาการถึงขนาดร้ายแรง) เลือดกำเดาไหล เลือดไหลตามไรฟัน บางทีอาจถ่ายหรือคลื่นไส้เป็นเลือด

คนที่ติดโรคจำนวนมากจะมีลักษณะร้ายแรงในตอน 3-5 วัน ข้างหลังได้รับเชื้อไปสู่ร่างกาย แล้วต่อจากนั้นอาการบางทีก็อาจจะดีขึ้นไประยะหนึ่งแล้วก็มีลักษณะร้ายแรงขึ้นมาอีก จนถึงบางทีอาจถึงกับขนาดช็อกและก็เสียชีวิตได้ แต่ว่าถ้าหากได้รับการดูแลรักษาอย่างทันทีทันควัน ก็สามารถหายจากโรคได้ด้านในไม่กี่วัน

สำหรับอาการโรคไข้เลือดออกสามารถดูได้ดังต่อไปนี้

1.คนไข้จะมีลักษณะไข้สูงลอยราวๆ 2-7 วัน โดยมากไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรือบางทีอาจมากถึง 40-41องศาเซลเซียส โดยบางทีอาจเกิดขึ้นได้อย่างกระทันหัน ในบางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน

2.ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะอาการเลือดไหล พบได้ทั่วไปที่สุดรอบๆผิวหนัง โดยจะพบว่า มีเส้นโลหิตเปราะแล้วก็แตกง่ายร่วมกับมีจุดเลือดไหลเป็นจุดเล็กๆกระจัดกระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว รวมทั้งจั๊กกะแร้ ดังนี้อาจมีเลือดดำหรือเลือดไหลตามไรฟันร่วมด้วย สำหรับคนเจ็บที่มีลักษณะอาการขั้นร้ายแรง อาจมีอาการอ้วกรวมทั้งอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งชอบเป็นสีดำ สำหรับอาการเลือดไหลในทางเดินของกินโดยมากจะเจอร่วมกับภาวการณ์ช็อกในคนเจ็บที่มีการช็อกอยู่นาน

3.คนเจ็บจะมีลักษณะอาการตับโต เมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ โดยส่วนมากจะพบว่าคนไข้มีลักษณะตับโต ในช่วงวันที่ 3-4 ตั้งแต่แมื่อเริ่มมีลักษณะ

4.คนไข้จะมีสภาวะระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว ราว 1 ใน 3 ของคนไข้ไข้เลือดออกอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการร้ายแรง หรือเรียกว่า ภาวการณ์ช็อก ด้วยเหตุว่ามีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด หรือท้อง เกิดอาการช็อกจากการสูญเสียน้ำรวมทั้งเกลือแร่ (Hypovolemic Shock) ซึ่งโดยส่วนมากจะเกิดขึ้นพร้อมๆกับไข้ที่ต่ำลงอย่างเร็ว

สำหรับขณะที่คนไข้เกิดภาวะช็อกนั้นจะขึ้นกับช่วงเวลาที่จับไข้ด้วยเหมือนกัน อาจจะมีการเกิดได้เมื่อวันที่ 3 หรือวันที่8 ของวันที่เจ็บป่วย ดังนี้ผู้เจ็บป่วยอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการไม่ดีขึ้น โดยเริ่มมีลักษณะกระวนกระวาย มือเท้าเริ่มเย็นชีพจรค่อย และก็ความดันเลือดมีการเปลี่ยนไปจากเดิม

จากข้อมูลข้างต้นจะมีความเห็นว่า ลักษณะของผู้เจ็บป่วยที่ป่วยเลือดไหลและก็หวัดนั้นใกล้เคียงกันมากมาย ก็เลยทำให้คนไข้รวมทั้งคนที่อยู่รอบข้างประมาท เพราะเหตุว่ามีความคิดว่าเป็นเพียงแค่หวัดปกติ กว่าจะรู้สึกตัวอีกรอบก็เมื่อมีลักษณะเลือดไหลมากมายเปลี่ยนไปจากปกติ จับไข้ อ้วก เจ็บท้อง เยี่ยวลดลงอย่างชัดเจน มือ เท้าเย็น ลายตาเหงื่อแตกมากมาย ถ้าเกิดอาการพวกนี้เกิดขึ้นในตอนที่ไข้ลด นับว่าเป็นสัญญาณอันตรายจำต้องรีบนำผู้เจ็บป่วยไปพบหมอโดยเร็วด้วยเหตุว่าบางทีอาจช็อกสลบได้

เพราะฉะนั้นทางที่ดีเมื่อพบว่าตัวเองมีลักษณะเจ็บไข้ อย่านิ่งดูดายให้รีบมาเจอหมอ หรือถ้าหากว่ารับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นแต่จับไข้สูง ให้รีบเช็ดตัวผู้เจ็บป่วยเพื่อลดไข้ แล้วก็กินยาพาราเซตามอล ต่อจากนั้นให้รีบมาเจอหมอเพื่อรักษาถัดไป

ขั้นตอนการดูรูปแบบของตุ่มไข้เลือดออก

การสังเกตรูปแบบของตุ่มที่เกิดรอบๆผิวหนังว่า มาจากแมลงกัดต่อย ผลพวงจากโรคอื่น หรือเป็นตุ่มที่มาจากไข้เลือดออกนั้น พิจารณาได้ดังต่อไปนี้

1. ตุ่มจากแมลงกัดต่อย ส่วนใหญ่จะเป็นตุ่มนูน หรือเห่อขึ้นมาเป็นจุดๆตามผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือแผ่กระจายในจุดเดียวกัน แต่ว่าในตำแหน่งอื่นกลับไม่เจอตุ่มนูน บางคราวมีลักษณะเห่ออย่างกับผื่นคัน อาจมีอาการคันร่วมด้วย โดยมากคนไข้จะไม่มีไข้ ยกเว้นสัตว์ที่กัดต่อยจะเป็นสัตว์เป็นพิษจนถึงนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการแพ้แล้วก็จับไข้ร่วมด้วย

2. ตุ่มจากโรคมือเท้าปาก จะจับไข้ร่วมด้วยพร้อมด้วยลักษณะการเจ็บปาก ทานอาหารได้น้อย มีแผลที่กระพุ้งแก้มเพดานปาก ตุ่ม หรือผื่นแดงจะเกิดขึ้นรอบๆฝ่ามือ ฝ่าตีน ของลับ ผิวหนังของตูด รวมทั้งบางทีอาจเจอตามลำตัว แขนแล้วก็ขาได้ อาการจะดำรงอยู่ราว 2-3 วันจะเบาๆดียิ่งขึ้น และก็หายได้ข้างใน 1 อาทิตย์

3. ตุ่มที่เกิดขึ้นมาจากไข้เลือดออก รูปแบบของตุ่มจะเป็นตุ่มแดง มีขนาดเล็ก กระจัดกระจายไปทั่วหมดทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา ลำตัว หรือตามบริเวณใบหน้า จะเจอร่วมกับอาการเป็นไข้ ถ้าหากไข้สูงเอามาแล้ว 2-7 วัน ภายหลังจากไข้เริ่มลดน้อยลงจะปรากฏผื่นแดง เมื่อมองเห็นผื่นแดงมีความหมายว่าอยู่ในระยะที่จำเป็นต้องเฝ้าระวัง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะช็อกได้ 

กรุ๊ปเสี่ยงโรคไข้เลือดออก

กรุ๊ปเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก ดังเช่นว่า เด็กตัวเล็กๆ คนแก่ คนที่อ้วนมากมาย คนป่วยติดเตียง ผู้เจ็บป่วยที่ขยับร่างกายน้อย หรือคนที่อาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีน้ำขัง ฯลฯ ถ้าหากสงสัยว่าจะจับไข้เลือดไหล คนไข้จำเป็นจะต้องเข้ารักษาตัวที่โรงหมอเพราะว่าตอนนี้เชื้อไข้เลือดไหลมีการกลายพันธุ์ ทำให้เชื้อร้ายแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงบางทีอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

การตรวจโรคไข้เลือดออก
ถ้าเกิดสงสัยว่า คนไข้บางทีอาจเจ็บป่วยเลือดไหล แนวทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดเป็น หมอจะเจาะเลือดเพื่อตรวจค้นเชื้อที่ห้องทดลอง นอกเหนือจากนั้นการตรวจปริมาณเกล็ดเลือดก็เป็นการวิเคราะห์ที่มีคุณภาพเหมือนกัน ซึ่งชอบเจอความไม่ดีเหมือนปกติ โดยประมาณวันที่ 3 ตั้งแต่แมื่อวันที่เริ่มป่วยไข้ ดังนี้ตามเดิมมนุษย์เราจะมีเกล็ดเลือดราวๆ 150,000 – 450,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร แต่ว่าในคนเจ็บที่เจ็บป่วยเลือดไหล ส่วนมากเกล็ดเลือดจะต่ำลงยิ่งกว่า 100,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร

การดูแลรักษาโรคไข้เลือดออก

เดี๋ยวนี้ยังไม่มียาประเภทใดซึ่งสามารถต้านทานเชื้อไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะเชื้อไข้เลือดไหลได้ หมอก็เลยจะต้องใช้แนวทางรักษาตามอาการ ดังเช่น ถ้าหากเป็นไข้ก็จะให้ผู้เจ็บป่วยกินยาลดไข้ ถ้าเกิดอ้วก หมอจะให้ยาแก้คลื่นไส้พร้อมจิบน้ำเกลือจำพวกดื่ม หรือบางทีอาจให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดร่วมด้วย 

ดังนี้ถ้าเกิดผู้เจ็บป่วยมีลักษณะร้ายแรง ดังเช่น จับไข้สูงมากมาย คลื่นไส้ตลอดระยะเวลา เกล็ดเลือดต่ำ มีเลือดไหลมากมาย มีความเสี่ยงต่อภาวการณ์ช็อก โดยหมอจะดูแลผู้เจ็บป่วยอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาที่ผู้เจ็บป่วยยังคงอยู่ในตอนวิกฤตราวๆ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วไหลของพลาสมา

ข้อควรจะทราบ

ห้ามใช้ยาพาราลดไข้ในกรุ๊ป NSAIDS (Nonsteroidal anti-inflammatory drug) เป็นต้นว่า “แอสไพริน” กับคนเจ็บโรคไข้เลือดออกเด็ดขาด เพราะว่าผลกระทบของยาอาจจะก่อให้กำเนิดอาการเลือดไหลเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ทราบได้ยังไงว่า คนไข้มีลักษณะดียิ่งขึ้น 
พิจารณาได้จากลักษณะของการมีไข้ที่ลดน้อยลงข้างใน 24-48 ชั่วโมง คนป่วยจะรู้สึกสบายตัวขึ้น เริ่มรับประทานอาหารได้บ้างนิดหน่อย อาการต่างๆที่เคยเป็นจะเริ่มดีขึ้น นี่เป็นอาการแสดงว่า คนไข้กำลังจะหายจากโรคไข้เลือดออกแล้ว

การคุ้มครองป้องกันโรคไข้เลือดออก

คุ้มครองปกป้องไม่ให้ถูกยุงกัด 
ไม่ว่าทั้งยังช่วงกลางวันและก็ค่ำคืนควรจะป้ายยากันยุง ติดมุ้งลวด ไม่ใส่เสื้อที่มีสีทึบและไม่อยู่ในที่มืด โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กและก็ผู้สูงวัยควรจะอยู่ด้านในห้องที่มีการคุ้มครองป้องกันยุงมิดชิดเพราะว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีภูมิต้านทานต่ำ อาจมีช่องทางได้รับเชื้อมากยิ่งกว่า
กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงรวมทั้งลูกน้ำยุงลายรอบรอบๆบ้าน 
ยุงลายมักออกไข่ตามแหล่งน้ำขังต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำนิ่ง โดยเหตุนี้ก็เลยจะต้องกำจัดลูกน้ำยุงลายโดยตลอดทุกๆอาทิตย์ โดยการเปลี่ยนน้ำในโอ่งน้ำ หรือถังสำหรับใส่น้ำเป็นประจำถ่ายถ้วยน้ำรองขาโต๊ะ หรือน้ำในแจกัน คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง ตัวอย่างเช่น ถ้วยชามเก่า กระป๋อง ฯลฯ เพื่อคุ้มครองยุงลายตกไข่ นอกเหนือจากนี้ยังบางทีอาจจะเลี้ยงปลาเพื่อช่วยกำจัดลูกน้ำ หรือใส่ทรายอะเบท หรือเกลือลงไปเพื่อทำลายไข่ยุง
แจ้งข้าราชการสาธารณสุขในเขตพื้นที่
เพื่อฉีดยากันยุงและก็ใส่ทรายอะเบทในแหล่งน้ำ รวมทั้งแจ้งข้าราชการเมื่อมีคนใกล้ตัวมีอาการป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก
เฝ้ารักษาตัวเองและก็คนอื่นๆเมื่อมีลักษณะอาการ
มานะอย่าให้คนป่วยที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านโดนยุงกัดในช่วงเวลา 5 วันแรก ด้วยเหตุว่าตอนนี้ผู้เจ็บป่วยจะยังมีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเหลืออยู่ ถ้าเกิดผู้เจ็บป่วยถูกยุงกัด เชื้อจะติดไปพร้อมกับยุงรวมทั้งบางทีอาจแพร่ไปสู่คนภายในบ้านได้
บริหารร่างกาย เพื่อสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงจะเป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคได้
แนวทางดูแลคนเจ็บโรคไข้เลือดออก
ในตอนที่คนไข้จับไข้สูง บางรายอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน โดยเหตุนั้นก็เลยจำเป็นจะต้องให้ยาลดไข้
ควรจะให้คนป่วยกินน้ำมากมายๆเนื่องจากว่าคนไข้ส่วนมากจะเป็นไข้รวมทั้งมีลักษณะอาการไม่อยากอาหาร รวมถึงอ้วกก็เลยทำให้ร่างกายขาดน้ำในจำนวนมาก โดยเหตุนี้จึงต้องควรทดแทนน้ำด้วยการให้กินน้ำผลไม้หรือสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่
หมั่นติดตามลักษณะของผู้เจ็บป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องภาวการณ์ช็อก
จะต้องให้คนป่วยอยู่ในที่ปราศจากยุง ควรจะมีมุ้งลวด หรือกางมุ้งเพื่อปกป้องยุงแล้วก็การแพร่ระบาดของโรค
ควรจะให้คนเจ็บอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
ควรจะให้คนเจ็บพักมากมายๆเลี่ยงวิธีการทำกิจกรรมนอกบ้าน
กินน้ำหรือเกลือแร่ให้มากพอ โดยดูที่สีฉี่จะเป็นสีเหลืองอ่อน ถ้าหากเยี่ยวสีแก่ จะต้องกินน้ำมากขึ้น
เช็ดตัวคนเจ็บด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น ควรจะรักษาอุณหภูมิร่างกายคนไข้ไม่ให้มากถึง 39 องศาเซลเซียส ในกรณีที่เป็นไข้ ห้ามเช็ดตัว หรืออาบน้ำด้วยน้ำเย็น เนื่องจากว่าคนไข้บางทีอาจหนาวสั่น
ควรจะรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดที่หมอสั่ง เพราะเหตุว่าแม้รับยาเกินขนาดอาจก่อให้ตับอักเสบได้
ห้ามให้คนเจ็บรับประทานยาแอสไพรินรวมทั้งยากลุ่ม NSAIDS เด็ดขาด เหตุเพราะยาอีกทั้ง 2 ตัวต่อต้านการจับตัวกันมีลักษณะที่กลายเป็นก้อนของเลือด บางทีอาจไปกระตุ้นอาการเลือดไหลได้
ควรจะกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย รวมทั้งรสไม่จัด เป็นต้นว่า ข้าวต้ม หรือแกงจืด ฯลฯ
ไม่สมควรทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดำ หรือน้ำตาล ด้วยเหตุว่าเวลาเยี่ยวรวมทั้งอุจจาระบางทีอาจพิจารณาได้ยากกว่าสิ่งที่คนป่วยถ่ายออกมามีเลือดคละเคล้ามาด้วยหรือเปล่า 
ตอนหน้าฝนเป็นตอนๆที่ต้องระมัดระวังไข้เลือดออก เนื่องจากว่าเป็นตอนๆที่ยุงลายออกก่อกวนหนัก ทุกคนควรจะปกป้องตัวเองรวมทั้งคนสนิทให้ห่างจากยุงลายให้สูงที่สุด

อาการเตือนที่ร้ายแรง 
แม้ลักษณะของผู้เจ็บป่วยไม่ดีขึ้น เป็นไข้สูงสม่ำเสมอ แล้วก็มีลักษณะเตือนที่ร้ายแรง ให้รีบพาผู้เจ็บป่วยไปโรงหมอโดยเร่งด่วน ซึ่งอาการจะมีดังนี้

คนไข้มีลักษณะอาการซึม หรือหมดแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ผู้เจ็บป่วยสามารถกินน้ำ หรือทานอาหารได้ลดลง
มีลักษณะอาการอ้วกแล้วก็คลื่นไส้ตลอดระยะเวลา
มีลักษณะอาการเจ็บท้องมากมาย
เลือดไหลเปลี่ยนไปจากปกติ เป็นต้นว่า เลือดกำเดาไหล คลื่นไส้เป็นเลือด หรืออึเป็นสีดำมีเลือดผสม
คนเจ็บฉี่ลดน้อยลง หรือเปล่าฉี่เลยในระยะ 4-6 ชั่วโมง
คนเจ็บอยากกินน้ำอยู่เสมอเวลา
กระวนกระวาย อารมณ์เสีย หรือเอะอะ
แม้เป็นคนเจ็บเด็กบางทีอาจร้องกวนตลอดระยะเวลา
มีลักษณะอาการตัวเย็นเปียกชื้น เหงื่อไหลไคลย้อย สีผิวคล้ำลง ตัวลาย ในขั้นนี้บางทีอาจเกิดภาวะช็อกได้